ให้แนวคิดการแก้ปัญหาใดๆ ต้องพิจารณา 1.ระดับของปัญหา
ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาระดับบุคคล คือ เกิดกับคนส่วนหนึ่งกลุ่มหนึ่ง หรือว่าเป็นปัญหาต่อองค์รวมคือทุกคนหรือเกือบทุกคนพบปัญหานั้นๆ
แก้ต่างกันครับ
ปัญหาระดับบุคคล ต้องแก้ที่ภาพเล็ก คือแต่ละคนวิเคราะห์แต่ละปัญหา หากยังแก้ได้ด้วยตัวบุคคล ก็ไม่ควรไปแก้ระบบใหญ่ เพราะจะกระทบคนส่วนใหญ่ต้องปรับตัวตามไปด้วย
สำหรับเรื่องคนรู้ต้นทุนจาก ดีลฟิช แล้วส่งผลให้ไม่ซื้อน้ำดื่ม ยังอยู่ในระดับบุคคลหรือกลุ่มย่อย ไม่ใช่ทุกคนหรือเกือบทั้งหมดกำลังประสบปัญหานี้ เพราะเราใช้ดีลฟิชขยายสาขา ไม่ใช่ขายน้ำ แต่แน่นอนว่าต้องมีคนส่วนหนึ่ง ที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ไปพบเห็นต้นทุน แต่ก็เป็นแค่กลุ่มเล็กๆ มีผลต่อคนกลุ่มหนึ่ง ก็ต้องแก้ปัญหาในคนกลุ่มนั่นเน๊อะ
แต่ถ้าปัญหานั้นลุกลามไปทั่ว ประสบกันเกือบทุกคนเมือไร ก็ต้องแก้ที่ถาพใหญ่ ซึ่งวันนี้ยังไม่เป็นอย่างนั้นอ่ะเน๊อะ
ปัญหานี้ยังมีทางแก้หลายทางก่อนที่จะไปยกเลิก การโปรโมทต้นทุนเพียง 9 บาทซึ่งเป็นจุดเด่นของแฟรนไชส์นี้อันนึง ซึ่งเป็นสิ่งจูงใจชั้นเลิศ และถูกใช้ถูกที่อยู่แล้ว (คนที่คลิกเข้าหมวดแฟรนไชส์ก็เพราะต้องการทำมาค้าขายเป็นหลัก ไม่ใช่ชอปปิ้ง) ใช้มาแต่ต้น นานแล้ว ได้แฟรนไชส์มามากมายแล้ว และการไปแก้ตรงนั้นก็ต้องกระทบเพื่อนๆหมู่มากทั้งหมด ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเรยยยย
ทางแก้
เป้าหมายสูงสุดของธุรกิจนี้คือ การสร้างแฟรนไชส์ ดังนั้นคนที่รู้ต้นทุนนั้นดีนักแล
-กรณีเป็นลูกค้า เค้าจะได้เห็นโอกาสทางธุรกิจ ว่าเฮ้ กำไรเยอะนี่นา แนะนำให้เค้าเปิดเลยซิครับ ทำความเข้าใจถึงช่องทางที่เค้าจะได้กำไร และขยายสาขาต่อได้อีก เราคุ้มกว่าด้วยนะ เพราะลูกค้าน่ะ จำนวนการซื้อก็จำกัดระดับนึงและจะเลิกดื่มเมื่อไรไม่รู้ แต่ถ้าเค้าเป็นแฟรนไชส์ เค้าจะทำยอดได้มากกว่ามากมายและยาวนานกว่า อย่าไปเสียดายกำไรที่หายไป
แต่ถ้าไม่สนใจแฟรนไชส์จริงๆ แต่อยากได้ถูก พี่ทั่นก็ต้องซื้อเป็นกระปุกไปเลย ได้ถูกกว่าเยอะมวกๆๆๆ ถูกกว่า 9 บาทอีกนะเพ่
-กรณีร้านที่เราส่ง เรายิ่งต้องชวนเลย เพื่อเค้าจะได้ขยายสาขาได้ถ้ามีใครเกิดไปรู้ต้นทุนมา เค้าก็ยังมีช่องที่จะขยายต่อ แต่หากเค้าได้แค่ 5 บาท ช่องมันตีบไปหมด ลูกค้าต่อ ก็ลดไม่ได้ จะขายสามขวด 50 ก็หมดสิทธิ์ เวลาเจอปัญหาเรื่องคนรู้ต้นทุน ก็ไม่มีช่องให้ออก แต่ถ้าเค้าเป็นแฟรนใชส์เอง เค้าก็ยังชวนลูกค้าคนนั้นได้ หรือถ้าลูกค้านั้นไม่สนใจแฟรนไชส์จริงๆ แต่อยากได้ถูก เค้าก็แนะนำราคาโปรโมชั่นได้ หรือขายเป็นกระปุกเหมือนเราได้
2 สัดส่วนของปัญหา
ในเรื่องสัดส่วนคือจำนวนลูกค้าที่มีปัญหามีมากน้อยแค่ไหน เช่น ในแต่ละวันที่เราขายน้ำกัน เราจะต้องเจอคนที่ซีเรียสกับเรื่อง อย.แน่นอน แต่คนกลุ่มนี้เมื่อเทียบกันคนที่ไม่ซีเรียสก็ถือว่าไม่มาก เพราะฉะนั้น เราต้องยึดลูกค้าหมู่มากเป็นหลัก ย้อนกลับมาที่ปัญหาเดิม ในหมู่คนที่มาซื้อเรามีคนที่รู้ต้นทุนจากดีลฟิช โอเคมีบ้าง แต่ซักกี่คน ลองนับดู แต่เมื่อเทียบกับลูกค้ามากมายที่ไม่รู้ และพร้อมจะซื้อ เทียบกันไม่ได้ เพราะเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เราต้องอยู่กับลูกค้ากลุ่มใหญนี้ต่างหาก
แล้วจะทำอย่างไรกับคนที่รู้ล่ะ ก้อต้องแนะนำให้เค้าซื้อแบบกระปุก ซึ่งไม่ต้องมาผ่านขบวนการผลิตของเรา บอกเค้าไปตรงๆว่ามันมีต้นทุนแอบแฝงที่เค้ามองไม่เห็นอีกมากมายนะเจ้าขา ทั้ง ค่าน้ำ ค่ารถ ค่าที่ ค่าไฟ ค่าห้องน้ำ ค่าเสียเวลากรอก ค่าถุง ค่าหลอด ค่าน้ำแข็ง ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ใน 9 บาทที่เค้ารู้มาอ่ะจร้า สาธยายไปให้ระเบิดระเบ้อ
และเราต้องชี้แจงให้ร้านส่งของเราเข้าใจประเด็นนี้ด้วย การที่เค้ามีแค่ลูกค้าบางคนที่เป็นปัญหา แล้วเค้ายอมเลิกขาย ทิ้งลูกค้าส่วนใหญ่ที่ไม่มีปัญหาไป เป็นวิธีคิดที่ไม่น่าจะโอนะ แล้วถ้าเราดันไปคิดแบบนั้นด้วยมันก็จะเป็นแรงเหวี่ยงขี้นมาหาเราทั้งระบบ ถ้าทุกคนยอมจำนนกับคนส่วนน้อย สุดท้ายเราคงต้องเลิกกันหมด (แล้วลูกค้ากลุ่มใหญ่จะอยู่ยังงัย ไม่มีคลอโรฟิลล์ดื่ม ลงแดงตายกันพอดี) ซึ่งไม่ใช่ เราต้องตัดวงจรความคิดแบบนั้น เราจะยอมให้ลูกค้ากลุ่มเล็กทำลายเราได้อย่างไร
3.วิธีนั้นแก้ปัญหาจบหรือไม่
ปัญหาเรื่องเค้ารู้ต้นทุน ก็คงไม่ต่างจากปัญหาเรื่องรสเรื่องกลิ่น มีมือใหม่หลายคนตื่นตูมไปตามลูกค้า ที่ถามว่าไม่มีกลิ่นแคนตาลูปเหรอ (อ่ะ เห็นยี่ห้ออื่นมา) เลยตาลีตาเหลือกมาถามว่าเราไม่มีเร๋อ ทำได้มั๊ย ???
ขอย้อนถามว่า ถ้าเราทำกลิ่นแคนตาลูป ตะไคร้ ใบบัวบกขึ้นมาแล้ว วันนึงมีคนถามหากส้ม แตงโม ชะอม กระเทียม พริกไทย กระปิ ปลาร้าขึ้นมาแล้วเราจะทำยังงั๊ย?? ซึ่งผมเชื่อล้านเปอร์เซนต์ว่า ยี่ห้อที่เป็นกลิ่นแคนตาลูปอ่ะ ทุกวันนี้ก็ปวดเศียรเวียนกะโหลกกับเรื่องไม่รู้จบนี้อยู่ทุกวันแหละ เพราะลูกค้าจะถามหาสิ่งที่ไม่มีเสมอ
เกี่ยวไรกับ 9 บาทในดีลฟิช ...เอาล่ะ ถ้าเราลบออกกันทุกคน แล้วเราค่อยบอกตอนที่คุยกันโดยตรง อืมดูเหมือนจบ
ถ้าสมัคร ก็จบ แล้วคนไม่สมัครล่ะ เค้าก็รับรู้อยู่ไปแล้ว แล้ววันนึงอยากซื้อดื่มขึ้นมา ก็เป็นปัญหาแระ หรือถ้ามีญาติพี่น้องซื้อของเราไปดื่ม เค้ารู้เข้าเค้าก็รีบโหวกเหวก เฮ้ย ในดีลฟิชเพียบ ต้นทุน 9 บาทเอง.. เอาล่ะซี่ เราจะตามไปลบที่ไหนกันล่ะคราวนี้ สุดท้ายก็เป็นปัญหาอยู่ดี ไม่จบ ดังนั้นเราต้องยืนบนจุดเด่นของเรา คงไว้ซึ่งความเป็นตัวเรา
สุดท้ายถ้าลูกค้าไม่ซื้อเราจริงๆ ก้อเป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวเราก็จะมีรายอื่นมาทดแทน อย่าไปติดยึด คนจะเลิก ไม่ใช่เหตผลนี้ก้อเลิกอยู่ดี วันนี้เราแก้กติกาของเราเรียบร้อย สุดท้ายก้อการันตีไม่ได้ว่าเค้าจะอยู่กับเรา ปล. ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้หรอกครับ ทุกเรื่อง เราต้องดูให้ครบทั้งสามประเด็นเป็นอย่างน้อย ฝากไว้คิดเล่นๆกันน๊ะ...
ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาระดับบุคคล คือ เกิดกับคนส่วนหนึ่งกลุ่มหนึ่ง หรือว่าเป็นปัญหาต่อองค์รวมคือทุกคนหรือเกือบทุกคนพบปัญหานั้นๆ
แก้ต่างกันครับ
ปัญหาระดับบุคคล ต้องแก้ที่ภาพเล็ก คือแต่ละคนวิเคราะห์แต่ละปัญหา หากยังแก้ได้ด้วยตัวบุคคล ก็ไม่ควรไปแก้ระบบใหญ่ เพราะจะกระทบคนส่วนใหญ่ต้องปรับตัวตามไปด้วย
สำหรับเรื่องคนรู้ต้นทุนจาก ดีลฟิช แล้วส่งผลให้ไม่ซื้อน้ำดื่ม ยังอยู่ในระดับบุคคลหรือกลุ่มย่อย ไม่ใช่ทุกคนหรือเกือบทั้งหมดกำลังประสบปัญหานี้ เพราะเราใช้ดีลฟิชขยายสาขา ไม่ใช่ขายน้ำ แต่แน่นอนว่าต้องมีคนส่วนหนึ่ง ที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ไปพบเห็นต้นทุน แต่ก็เป็นแค่กลุ่มเล็กๆ มีผลต่อคนกลุ่มหนึ่ง ก็ต้องแก้ปัญหาในคนกลุ่มนั่นเน๊อะ
แต่ถ้าปัญหานั้นลุกลามไปทั่ว ประสบกันเกือบทุกคนเมือไร ก็ต้องแก้ที่ถาพใหญ่ ซึ่งวันนี้ยังไม่เป็นอย่างนั้นอ่ะเน๊อะ
ปัญหานี้ยังมีทางแก้หลายทางก่อนที่จะไปยกเลิก การโปรโมทต้นทุนเพียง 9 บาทซึ่งเป็นจุดเด่นของแฟรนไชส์นี้อันนึง ซึ่งเป็นสิ่งจูงใจชั้นเลิศ และถูกใช้ถูกที่อยู่แล้ว (คนที่คลิกเข้าหมวดแฟรนไชส์ก็เพราะต้องการทำมาค้าขายเป็นหลัก ไม่ใช่ชอปปิ้ง) ใช้มาแต่ต้น นานแล้ว ได้แฟรนไชส์มามากมายแล้ว และการไปแก้ตรงนั้นก็ต้องกระทบเพื่อนๆหมู่มากทั้งหมด ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเรยยยย
ทางแก้
เป้าหมายสูงสุดของธุรกิจนี้คือ การสร้างแฟรนไชส์ ดังนั้นคนที่รู้ต้นทุนนั้นดีนักแล
-กรณีเป็นลูกค้า เค้าจะได้เห็นโอกาสทางธุรกิจ ว่าเฮ้ กำไรเยอะนี่นา แนะนำให้เค้าเปิดเลยซิครับ ทำความเข้าใจถึงช่องทางที่เค้าจะได้กำไร และขยายสาขาต่อได้อีก เราคุ้มกว่าด้วยนะ เพราะลูกค้าน่ะ จำนวนการซื้อก็จำกัดระดับนึงและจะเลิกดื่มเมื่อไรไม่รู้ แต่ถ้าเค้าเป็นแฟรนไชส์ เค้าจะทำยอดได้มากกว่ามากมายและยาวนานกว่า อย่าไปเสียดายกำไรที่หายไป
แต่ถ้าไม่สนใจแฟรนไชส์จริงๆ แต่อยากได้ถูก พี่ทั่นก็ต้องซื้อเป็นกระปุกไปเลย ได้ถูกกว่าเยอะมวกๆๆๆ ถูกกว่า 9 บาทอีกนะเพ่
-กรณีร้านที่เราส่ง เรายิ่งต้องชวนเลย เพื่อเค้าจะได้ขยายสาขาได้ถ้ามีใครเกิดไปรู้ต้นทุนมา เค้าก็ยังมีช่องที่จะขยายต่อ แต่หากเค้าได้แค่ 5 บาท ช่องมันตีบไปหมด ลูกค้าต่อ ก็ลดไม่ได้ จะขายสามขวด 50 ก็หมดสิทธิ์ เวลาเจอปัญหาเรื่องคนรู้ต้นทุน ก็ไม่มีช่องให้ออก แต่ถ้าเค้าเป็นแฟรนใชส์เอง เค้าก็ยังชวนลูกค้าคนนั้นได้ หรือถ้าลูกค้านั้นไม่สนใจแฟรนไชส์จริงๆ แต่อยากได้ถูก เค้าก็แนะนำราคาโปรโมชั่นได้ หรือขายเป็นกระปุกเหมือนเราได้
2 สัดส่วนของปัญหา
ในเรื่องสัดส่วนคือจำนวนลูกค้าที่มีปัญหามีมากน้อยแค่ไหน เช่น ในแต่ละวันที่เราขายน้ำกัน เราจะต้องเจอคนที่ซีเรียสกับเรื่อง อย.แน่นอน แต่คนกลุ่มนี้เมื่อเทียบกันคนที่ไม่ซีเรียสก็ถือว่าไม่มาก เพราะฉะนั้น เราต้องยึดลูกค้าหมู่มากเป็นหลัก ย้อนกลับมาที่ปัญหาเดิม ในหมู่คนที่มาซื้อเรามีคนที่รู้ต้นทุนจากดีลฟิช โอเคมีบ้าง แต่ซักกี่คน ลองนับดู แต่เมื่อเทียบกับลูกค้ามากมายที่ไม่รู้ และพร้อมจะซื้อ เทียบกันไม่ได้ เพราะเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เราต้องอยู่กับลูกค้ากลุ่มใหญนี้ต่างหาก
แล้วจะทำอย่างไรกับคนที่รู้ล่ะ ก้อต้องแนะนำให้เค้าซื้อแบบกระปุก ซึ่งไม่ต้องมาผ่านขบวนการผลิตของเรา บอกเค้าไปตรงๆว่ามันมีต้นทุนแอบแฝงที่เค้ามองไม่เห็นอีกมากมายนะเจ้าขา ทั้ง ค่าน้ำ ค่ารถ ค่าที่ ค่าไฟ ค่าห้องน้ำ ค่าเสียเวลากรอก ค่าถุง ค่าหลอด ค่าน้ำแข็ง ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ใน 9 บาทที่เค้ารู้มาอ่ะจร้า สาธยายไปให้ระเบิดระเบ้อ
และเราต้องชี้แจงให้ร้านส่งของเราเข้าใจประเด็นนี้ด้วย การที่เค้ามีแค่ลูกค้าบางคนที่เป็นปัญหา แล้วเค้ายอมเลิกขาย ทิ้งลูกค้าส่วนใหญ่ที่ไม่มีปัญหาไป เป็นวิธีคิดที่ไม่น่าจะโอนะ แล้วถ้าเราดันไปคิดแบบนั้นด้วยมันก็จะเป็นแรงเหวี่ยงขี้นมาหาเราทั้งระบบ ถ้าทุกคนยอมจำนนกับคนส่วนน้อย สุดท้ายเราคงต้องเลิกกันหมด (แล้วลูกค้ากลุ่มใหญ่จะอยู่ยังงัย ไม่มีคลอโรฟิลล์ดื่ม ลงแดงตายกันพอดี) ซึ่งไม่ใช่ เราต้องตัดวงจรความคิดแบบนั้น เราจะยอมให้ลูกค้ากลุ่มเล็กทำลายเราได้อย่างไร
3.วิธีนั้นแก้ปัญหาจบหรือไม่
ปัญหาเรื่องเค้ารู้ต้นทุน ก็คงไม่ต่างจากปัญหาเรื่องรสเรื่องกลิ่น มีมือใหม่หลายคนตื่นตูมไปตามลูกค้า ที่ถามว่าไม่มีกลิ่นแคนตาลูปเหรอ (อ่ะ เห็นยี่ห้ออื่นมา) เลยตาลีตาเหลือกมาถามว่าเราไม่มีเร๋อ ทำได้มั๊ย ???
ขอย้อนถามว่า ถ้าเราทำกลิ่นแคนตาลูป ตะไคร้ ใบบัวบกขึ้นมาแล้ว วันนึงมีคนถามหากส้ม แตงโม ชะอม กระเทียม พริกไทย กระปิ ปลาร้าขึ้นมาแล้วเราจะทำยังงั๊ย?? ซึ่งผมเชื่อล้านเปอร์เซนต์ว่า ยี่ห้อที่เป็นกลิ่นแคนตาลูปอ่ะ ทุกวันนี้ก็ปวดเศียรเวียนกะโหลกกับเรื่องไม่รู้จบนี้อยู่ทุกวันแหละ เพราะลูกค้าจะถามหาสิ่งที่ไม่มีเสมอ
เกี่ยวไรกับ 9 บาทในดีลฟิช ...เอาล่ะ ถ้าเราลบออกกันทุกคน แล้วเราค่อยบอกตอนที่คุยกันโดยตรง อืมดูเหมือนจบ
ถ้าสมัคร ก็จบ แล้วคนไม่สมัครล่ะ เค้าก็รับรู้อยู่ไปแล้ว แล้ววันนึงอยากซื้อดื่มขึ้นมา ก็เป็นปัญหาแระ หรือถ้ามีญาติพี่น้องซื้อของเราไปดื่ม เค้ารู้เข้าเค้าก็รีบโหวกเหวก เฮ้ย ในดีลฟิชเพียบ ต้นทุน 9 บาทเอง.. เอาล่ะซี่ เราจะตามไปลบที่ไหนกันล่ะคราวนี้ สุดท้ายก็เป็นปัญหาอยู่ดี ไม่จบ ดังนั้นเราต้องยืนบนจุดเด่นของเรา คงไว้ซึ่งความเป็นตัวเรา
สุดท้ายถ้าลูกค้าไม่ซื้อเราจริงๆ ก้อเป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวเราก็จะมีรายอื่นมาทดแทน อย่าไปติดยึด คนจะเลิก ไม่ใช่เหตผลนี้ก้อเลิกอยู่ดี วันนี้เราแก้กติกาของเราเรียบร้อย สุดท้ายก้อการันตีไม่ได้ว่าเค้าจะอยู่กับเรา ปล. ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้หรอกครับ ทุกเรื่อง เราต้องดูให้ครบทั้งสามประเด็นเป็นอย่างน้อย ฝากไว้คิดเล่นๆกันน๊ะ...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น